ข้ามไปยังเนื้อหา

Packet Loss เมื่อใช้ VPN เกิดจากอะไร และตรวจหาจุดที่แพ็กเก็ตหายได้อย่างไร

แพ็กเก็ตที่ส่งไปแล้วแต่ไม่ถึงปลายทางทำให้เสียงสะดุด ภาพค้าง และเว็บโหลดกระตุก บทความนี้อธิบายสาเหตุและวิธีไล่ตรวจแบบทำตามได้จริง

อ่าน 10 นาทีอัปเดตเมื่อ 15 ต.ค. 2569โดย XPASS Editorial Team

Packet Loss เมื่อใช้ VPN เกิดจากอะไร และตรวจหาจุดที่แพ็กเก็ตหายได้อย่างไร

กำลังประชุมวิดีโออยู่ดี ๆ เสียงของอีกฝ่ายก็ขาดเป็นห้วง ๆ จนฟังเหมือนหุ่นยนต์ หน้าเว็บค้างไปหนึ่งวินาทีแล้วโหลดพรวดเดียว ดาวน์โหลดไฟล์ที่ความเร็วขึ้น ๆ ลง ๆ ทั้งที่ทดสอบความเร็วแล้วตัวเลขก็ดูปกติ อาการแบบนี้หลายครั้งไม่ได้เกิดจากความเร็วต่ำ แต่เกิดจาก packet loss คือข้อมูลชิ้นเล็ก ๆ ที่ส่งออกไปแล้วแต่ไปไม่ถึงปลายทาง

บทความนี้ตอบคำถามเดียวคือ เหตุใดจึงเกิด packet loss เมื่อเปิด VPN และจะรู้ได้อย่างไรว่าแพ็กเก็ตหายตรงจุดไหนของเส้นทาง คุณจะได้เข้าใจว่า packet loss คืออะไร สาเหตุที่พบบ่อย ขั้นตอนทดสอบที่ทำซ้ำได้ด้วยเครื่องมือที่มีในเครื่องอยู่แล้ว และตารางอ่านผล หากอยากเข้าใจเรื่องความหน่วงโดยรวมก่อน ให้อ่านความหน่วงเมื่อใช้ VPNควบคู่กัน

Packet loss คืออะไรกันแน่

ทุกอย่างที่ส่งผ่านอินเทอร์เน็ตจะถูกหั่นเป็นแพ็กเก็ต คือชิ้นข้อมูลเล็ก ๆ ที่แต่ละชิ้นมักมีขนาดไม่เกินราว 1,500 ไบต์ แพ็กเก็ตเหล่านี้เดินทางผ่านอุปกรณ์หลายชั้น ตั้งแต่โทรศัพท์หรือแล็ปท็อปของคุณ เราเตอร์ Wi-Fi ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต เครือข่ายผู้ให้บริการระหว่างทาง ไปจนถึงปลายทาง อุปกรณ์ตัวใดตัวหนึ่งอาจทิ้งแพ็กเก็ตได้เมื่อคิวเต็ม เมื่อสัญญาณวิทยุเพี้ยน หรือเมื่อแพ็กเก็ตใหญ่เกินกว่าจะผ่านได้ ตัวโพรโทคอล IP เองไม่ได้รับประกันว่าแพ็กเก็ตทุกชิ้นจะถึง ดังที่อธิบายไว้ในข้อกำหนด IP

ผลที่ตามมาขึ้นอยู่กับชนิดของทราฟฟิก

  • ทราฟฟิกแบบ TCP เช่นหน้าเว็บ ไฟล์ดาวน์โหลด และแอปส่วนใหญ่ จะรู้ตัวว่าแพ็กเก็ตหาย รอสักครู่ แล้วส่งซ้ำ ข้อมูลไม่ได้หายถาวร แต่การถ่ายโอนช้าลงและคุณรู้สึกเป็นอาการค้าง
  • ทราฟฟิกแบบ UDP เช่นการโทรหลายแบบ เกม และ Stream สด มักไม่รอส่งซ้ำ ชิ้นที่หายคือหายไปเลย คุณจึงได้ยินเสียงแหว่ง เห็นภาพค้าง หรือเห็นตัวละครกระโดดกลับ

ความต่างนี้อธิบายว่าเหตุใดการสูญหาย 3 เปอร์เซ็นต์จึงยังเปิดหน้าเว็บได้ แต่ทำให้การคุยออนไลน์ใช้ไม่ได้

อาการของ packet loss เมื่อใช้ VPN

Packet loss มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเน็ตช้า สัญญาณต่อไปนี้ชี้ไปที่การสูญหายมากกว่าความเร็วต่ำธรรมดา

  • เสียงในการคุยขาดเป็นช่วงสั้น ๆ ส่วนภาพค้างแล้วค่อยกระโดดตามทัน
  • เกมออนไลน์เกิดอาการตัวละครดีดกลับตำแหน่งเดิม
  • ทดสอบความเร็วได้ตัวเลขดี แต่ผลแต่ละรอบต่างกันมาก
  • หน้าเว็บเริ่มโหลด ค้างหนึ่งถึงสองวินาที แล้วจึงเสร็จ
  • ดาวน์โหลดไฟล์ใหญ่ความเร็วพุ่งขึ้นแล้วตก แล้วไต่ขึ้นใหม่เป็นฟันเลื่อย
  • ปัญหาโผล่เฉพาะตอนเปิด VPN หรือกลับกันคือหายไปเมื่อเปิด VPN

หากอาการคือความเร็วต่ำคงที่มากกว่าการสะดุด ให้อ่านทำไม VPN จึงรู้สึกช้าแทน เพราะวิธีแก้ต่างกัน

สาเหตุที่พบบ่อย เรียงจากใกล้ตัวไปไกลตัว

การสูญหายเกิดได้ทุกจุดบนเส้นทาง จึงควรคิดเป็นโซน เริ่มจากโซนที่อยู่ใกล้คุณที่สุด

โซนที่ 1 อุปกรณ์ของคุณเอง

เครื่องเก่าหรือเครื่องที่ทำงานหนักอาจทิ้งแพ็กเก็ตตั้งแต่ก่อนส่งออก เช่นโทรศัพท์ที่แบตใกล้หมดและเปิดโหมดประหยัดพลังงาน แล็ปท็อปที่ CPU เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์เพราะกำลังสำรองข้อมูลหรือสแกนไวรัส หรือไดรเวอร์การ์ดเครือข่ายที่ควรอัปเดต การเข้ารหัสเพิ่มงานให้ CPU ทุกแพ็กเก็ต ในเครื่องที่กำลังไม่พอจึงเห็นปัญหาชัดขึ้นเมื่อเปิดอุโมงค์

โซนที่ 2 Wi-Fi ของคุณ

นี่คือแหล่งที่พบบ่อยที่สุด ผนัง ไมโครเวฟ เครือข่ายข้างห้องที่ใช้ช่องสัญญาณเดียวกัน และระยะห่างจากเราเตอร์ ล้วนทำให้สัญญาณวิทยุเสียหาย ชั้น Wi-Fi จะพยายามส่งเฟรมซ้ำ แต่เมื่อพยายามหลายครั้งแล้วไม่สำเร็จ แพ็กเก็ตก็หาย คอนโดที่แออัดและใช้ย่าน 2.4 GHz เป็นตัวอย่างคลาสสิก VPN ไม่ได้เปลี่ยนอะไรเกี่ยวกับคลื่นวิทยุ ดังนั้นการสูญหายที่มีอยู่แล้วบน Wi-Fi จะยังอยู่เมื่อเปิด VPN และอาจรู้สึกแย่ลงเพราะอุโมงค์ต้องส่งซ้ำซ้อนอีกชั้น

โซนที่ 3 ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต

ความแออัดช่วงค่ำ สายที่เสื่อม โมเด็มที่เริ่มมีปัญหา หรือการแชร์ไลน์ที่หนาแน่น ทำให้แพ็กเก็ตหายในไม่กี่ฮอปแรกหลังเราเตอร์ได้ ถ้าคนในบ้านกำลังดู Streaming ขณะที่อีกคนอัปโหลดวิดีโอขนาดใหญ่ คิวในเราเตอร์จะเต็มแล้วทิ้งแพ็กเก็ต ซึ่งบางครั้งเรียกว่า bufferbloat เมื่อความหน่วงพุ่งขึ้นพร้อมกัน

โซนที่ 4 เส้นทางไปยังเซิร์ฟเวอร์ VPN

เมื่อใช้ VPN ข้อมูลของคุณจะไปที่เซิร์ฟเวอร์ VPN ก่อน แล้วจึงต่อไปยังเว็บไซต์ หากเส้นทางระหว่างคุณกับเซิร์ฟเวอร์นั้นผ่านลิงก์ที่แออัด การสูญหายจะปรากฏเฉพาะตอนเปิด VPN ผู้ให้บริการเครือข่ายเลือกเส้นทางต่างกันในแต่ละช่วงเวลา ตำแหน่งที่ตอนเช้าไม่มีปัญหาอาจมีปัญหาตอนกลางคืน และระยะทางก็สำคัญ ยิ่งผ่านหลายฮอปยิ่งมีโอกาสหายมาก

โซนที่ 5 ตัวเซิร์ฟเวอร์ VPN

เซิร์ฟเวอร์ที่ใช้งานหนาแน่นในช่วงเวลาพีคอาจทิ้งแพ็กเก็ตเพราะการ์ดเครือข่ายหรือ CPU ของตัวเองรับไม่ไหว คุณวัดตรง ๆ ไม่ได้ แต่ถ้าสงสัยได้เมื่อพบว่าการสูญหายสูงเมื่อไปยังเซิร์ฟเวอร์ ขณะที่เส้นทางเดียวกันไปปลายทางอื่นสะอาด

โซนที่ 6 ขนาดแพ็กเก็ตและ MTU

VPN ทุกตัวเพิ่มส่วนหัวให้แต่ละแพ็กเก็ต ดังนั้นแพ็กเก็ตที่ขนาดพอดีเมื่อไม่มีอุโมงค์จะกลายเป็นใหญ่เกินเมื่อมีอุโมงค์ หากเครือข่ายแบ่งแพ็กเก็ตไม่ได้ หรือข้อความแจ้งข้อผิดพลาดที่ควรบอกอุปกรณ์ของคุณถูกบล็อก แพ็กเก็ตใหญ่จะหายขณะที่แพ็กเก็ตเล็กผ่านได้ อาการทั่วไปคือ ping ผ่านและหน้าเว็บเล็ก ๆ เปิดได้ แต่ไฟล์ใหญ่หรือเว็บปลอดภัยบางแห่งค้าง วิธีมาตรฐานในการค้นหาขนาดสูงสุดที่ปลอดภัยอธิบายไว้ในข้อกำหนด Path MTU Discovery และผลในทางปฏิบัติมีอยู่ในบทความเรื่องปัญหา MTU

วิธีทดสอบที่ทำซ้ำได้ ping เดียวกันสามรอบ

คุณไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมพิเศษ หลักคิดคือเปลี่ยนทีละอย่างแล้วเทียบผล เลือกที่อยู่สาธารณะที่ตอบ ping ได้เสถียร เช่นที่อยู่ของ DNS สาธารณะที่รู้จักกันดี แล้วจดผลไว้

ขั้นที่ 1 ทดสอบเราเตอร์ เปิด Command Prompt บน Windows หรือ Terminal บน macOS และ Linux หาที่อยู่เราเตอร์ของคุณ (มักเป็น 192.168.0.1 หรือ 192.168.1.1) แล้วส่ง ping 100 ครั้ง

  • Windows ping -n 100 192.168.1.1
  • macOS หรือ Linux ping -c 100 192.168.1.1

ตอนท้ายให้อ่านบรรทัดที่บอก packet loss เครือข่ายในบ้านที่แข็งแรงควรได้ 0 เปอร์เซ็นต์ และเวลาตอบเพียงไม่กี่มิลลิวินาที หากมีการสูญหายตรงนี้ แปลว่าปัญหาอยู่ที่ Wi-Fi หรืออุปกรณ์ของคุณ และสิ่งที่อยู่ไกลกว่านั้นยังไม่ต้องสนใจ

ขั้นที่ 2 ทดสอบอินเทอร์เน็ตตอนปิด VPN ตัดการเชื่อมต่อ VPN แล้ว ping ที่อยู่สาธารณะ 100 ครั้ง จดเปอร์เซ็นต์ที่หายและเวลาเฉลี่ย

ขั้นที่ 3 ทดสอบอินเทอร์เน็ตตอนเปิด VPN เชื่อมต่อ VPN รอสิบวินาที แล้วรันคำสั่งเดิมเป๊ะ ๆ แล้วเปรียบเทียบ

ขั้นที่ 4 ทำซ้ำในเวลาอื่น ถ้าหายเฉพาะตอนค่ำ แปลว่าน่าจะเป็นความแออัด ถ้าหายทุกเวลา แปลว่ามีจุดเสียคงที่

ขั้นที่ 5 ลองตำแหน่ง VPN ที่สอง เปลี่ยนตำแหน่งในแอป VPN แล้วทำขั้นที่ 3 ซ้ำ ถ้าตำแหน่งอื่นสะอาด แปลว่าเส้นทางแรกคือปัญหา

วิธีอ่านผล

เราเตอร์ เน็ตตอนปิด VPN เน็ตตอนเปิด VPN สาเหตุที่น่าจะเป็น
0% 0% 0% ขณะนี้ไม่มีการสูญหาย ให้ทดสอบซ้ำตอนเกิดปัญหา หรือตรวจ jitter
มีหาย มีหาย มีหาย Wi-Fi สายแลน หรืออุปกรณ์ ลองเข้าใกล้เราเตอร์หรือใช้สาย
0% มีหาย มีหาย สายของผู้ให้บริการหรือโมเด็ม รีสตาร์ตอุปกรณ์แล้วแจ้งผู้ให้บริการ
0% 0% มีหาย เส้นทางไปเซิร์ฟเวอร์ VPN ภาระของเซิร์ฟเวอร์ หรือขนาดแพ็กเก็ต
0% 0% หายเฉพาะแพ็กเก็ตใหญ่ ปัญหา MTU
0% 0% 0% แต่คอลแย่ jitter หรือปัญหาระดับแอป ไม่ใช่การสูญหายล้วน ๆ

หาว่าแพ็กเก็ตหายตรงไหนของเส้นทาง

หากการสูญหายผูกกับเส้นทางของ VPN ชัดเจน การไล่เส้นทางจะบอกว่าฮอปใดทิ้งแพ็กเก็ต บน Windows ใช้ pathping บน macOS และ Linux ใช้ mtr หากติดตั้งไว้ หรือ traceroute หากไม่มี

ตัวอย่างเช่น pathping -q 50 8.8.8.8 บน Windows ใช้เวลาประมาณสองสามนาทีและพิมพ์ตารางการสูญหายรายฮอป ต้องอ่านอย่างระมัดระวัง

  • การสูญหายที่ฮอปเดียวและไม่ต่อเนื่องไปยังฮอปถัดไป มักไม่เป็นอันตราย เราเตอร์จำนวนมากให้ความสำคัญต่ำกับการตอบแพ็กเก็ตทดสอบ ทั้งที่ส่งต่อทราฟฟิกจริงได้ดี
  • การสูญหายที่เริ่มที่ฮอปหนึ่งและต่อเนื่องไปทุกฮอปหลังจากนั้น คือของจริง ฮอปนั้นหรือลิงก์ก่อนหน้าคือจุดที่แพ็กเก็ตหาย
  • การสูญหายเฉพาะฮอปสุดท้าย อาจแปลว่าปลายทางไม่ชอบการถูก ping หรือเซิร์ฟเวอร์ปลายทางยุ่งมาก

ให้รันการไล่เส้นทางหนึ่งครั้งตอนปิด VPN และหนึ่งครั้งตอนเปิด ฮอปแรก ๆ ตอนเปิด VPN คืออุโมงค์ไปยังเซิร์ฟเวอร์ VPN รายละเอียดหลังจากนั้นจะต่างกัน แต่ถ้าช่วงต้นสะอาดและช่วงกลางแย่ แปลว่าการสูญหายอยู่ระหว่างเซิร์ฟเวอร์ VPN กับปลายทาง ไม่ใช่ที่บ้านของคุณ

ตัวอย่างจริง คนทำงานระยะไกลกับการประชุมช่วงค่ำ

เมย์ทำงานจากห้องเช่า ช่วงกลางวันประชุมได้ปกติ แต่เวลาสามทุ่ม เสียงในประชุมทีมสะดุดทุกครั้งที่เปิด VPN

  • ping เราเตอร์ สูญหาย 0 เปอร์เซ็นต์ 3 มิลลิวินาที
  • ping อินเทอร์เน็ตตอนปิด VPN เวลาสามทุ่ม สูญหาย 0 เปอร์เซ็นต์
  • ping อินเทอร์เน็ตตอนเปิด VPN เวลาสามทุ่ม สูญหาย 6 เปอร์เซ็นต์ เฉลี่ย 90 มิลลิวินาที
  • ทดสอบเดิมตอนบ่ายสองโมงโดยเปิด VPN สูญหาย 0 เปอร์เซ็นต์
  • ตำแหน่ง VPN อื่นตอนสามทุ่ม สูญหาย 0 เปอร์เซ็นต์

ตารางบอกว่าเส้นทางไปตำแหน่งแรกแออัดในช่วงค่ำ ส่วนสายและ Wi-Fi ที่บ้านของเมย์ปกติดี วิธีแก้เชิงปฏิบัติคือเลือกตำแหน่งที่สองในช่วงเวลาพีค และจดรูปแบบเวลาไว้เผื่อต้องแจ้งฝ่ายสนับสนุน

อีกกรณีหนึ่ง อรุณพบการสูญหายบน Wi-Fi แม้ปิด VPN แล้ว ping เราเตอร์ในห้องนั่งเล่นสูญหาย 4 เปอร์เซ็นต์ แต่ในห้องทำงานที่อยู่ข้างเราเตอร์ได้ 0 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีการตั้งค่า VPN ใดแก้เรื่องนี้ได้ การย้ายเราเตอร์ สลับแล็ปท็อปไปใช้ย่าน 5 GHz หรือใช้สายแลนจึงเป็นทางออก

วิธีแก้ตามลำดับความยาก

ลองตามลำดับนี้ และทดสอบด้วย ping ชุดเดิมหลังทุกขั้น

  1. ใช้สายแลนหรือนั่งใกล้เราเตอร์ เป็นการตัดผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งก่อน
  2. สลับย่าน Wi-Fi ย่าน 5 GHz ระยะสั้นกว่าแต่มักสะอาดกว่า 2.4 GHz ในอาคารแออัด
  3. รีสตาร์ตเราเตอร์และโมเด็ม รอสองนาทีแล้วเชื่อมต่อใหม่
  4. ปิดทราฟฟิกที่กินแบนด์วิดท์เบื้องหลัง หยุดการสำรองข้อมูลบนคลาวด์ การอัปเดต และการอัปโหลดใหญ่ระหว่างทดสอบ
  5. เปลี่ยนตำแหน่ง VPN เลือกที่ใกล้กว่าก่อน เพราะฮอปน้อยกว่าคือโอกาสสูญหายน้อยกว่า
  6. เชื่อมต่อ VPN ใหม่ เพื่อสร้างอุโมงค์ใหม่ ซึ่งอาจได้เส้นทางใหม่
  7. คงค่าการเชื่อมต่อเริ่มต้นของแอปไว้ หากแอปมีตัวเลือกขั้นสูง ให้เปลี่ยนทีละอย่าง และหลังอ่านคำแนะนำของแอปหรือฝ่ายสนับสนุนเท่านั้น
  8. อัปเดตแอป ระบบปฏิบัติการ และไดรเวอร์เครือข่าย
  9. ตรวจหาโปรแกรมที่ชนกัน เช่น VPN อีกตัว ชุดความปลอดภัยที่ตรวจทราฟฟิก หรือไฟร์วอลล์ภายนอก
  10. ลองเครือข่ายอื่น เช่นเน็ตมือถือผ่านฮอตสปอต หากการสูญหายหายไป แปลว่าต้นเหตุคือเครือข่ายที่บ้าน

สำหรับคำแนะนำด้านความเสถียรทั่วไป ดูวิธีทำให้การเชื่อมต่อ VPN เสถียรขึ้น และเพื่อยืนยันว่าอุโมงค์ทำงานจริงระหว่างทดสอบ ใช้ขั้นตอนในตรวจสอบว่า VPN ทำงานอยู่หรือไม่

ข้อจำกัด สิ่งที่คุณแก้เองไม่ได้

ควรมองตามจริงว่าอะไรอยู่ในการควบคุมของคุณ

  • สายผู้ให้บริการที่แออัดช่วงพีค แก้ด้วยการเปลี่ยนแอปไม่ได้ ทำได้เพียงเลี่ยงช่วงเวลานั้นหรือติดต่อผู้ให้บริการ
  • การสูญหายบนอินเทอร์เน็ตระหว่างเครือข่ายผู้ให้บริการ อยู่นอกเหนือการควบคุมของคุณ การเปลี่ยนตำแหน่ง VPN บางครั้งเลี่ยงได้ แต่ไม่มีอะไรรับประกัน
  • การทดสอบครั้งเดียวไม่ใช่หลักฐาน Packet loss เป็นเรื่องทางสถิติ ping ร้อยครั้งให้ภาพคร่าว ๆ เท่านั้น ในกรณีกำกวมให้ทดสอบ 300 ครั้งขึ้นไปและเทียบมากกว่าหนึ่งรอบ
  • ICMP ไม่เหมือนทราฟฟิกจริง บางเครือข่ายปฏิบัติต่อ ping ต่างจากการโทรและการดาวน์โหลด ใช้การทดสอบเพื่อหารูปแบบ ไม่ใช่วัดค่าแบบเป๊ะ
  • VPN ไม่ได้รับประกันคุณภาพที่ดีขึ้น VPN ปกป้องข้อมูลระหว่างทาง ซึ่งอาจแลกด้วยความหน่วงเพิ่มเล็กน้อยและส่วนหัวเพิ่ม

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อไล่ตรวจ

  • ping เพียง 4 แพ็กเก็ตครั้งเดียวแล้วเชื่อว่า "0 เปอร์เซ็นต์"
  • โทษ VPN โดยไม่เทียบกับตอนปิด VPN
  • ทดสอบบน Wi-Fi 2.4 GHz ที่มุมไกลของห้องแล้วไปแก้การตั้งค่า VPN
  • อ่านการสูญหายที่ฮอปกลางทางในผลไล่เส้นทางแล้วสรุปว่าเป็นจุดเสีย
  • เปลี่ยนหลายอย่างพร้อมกัน จนไม่รู้ว่าอะไรช่วยได้
  • ลืมว่าคนอื่นในบ้านอาจอัปโหลดเต็มสาย จนทำให้คุณเจอแพ็กเก็ตหาย
  • สับสนระหว่าง packet loss กับ jitter หรือกับความเร็วต่ำธรรมดา

สรุป

Packet loss คือแพ็กเก็ตที่ถูกทิ้งระหว่างทาง และผลกระทบขึ้นกับว่าทราฟฟิกนั้นรอส่งซ้ำหรือไม่ เมื่อใช้ VPN การสูญหายอาจอยู่ที่อุปกรณ์ Wi-Fi ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต เส้นทางไปเซิร์ฟเวอร์ VPN ตัวเซิร์ฟเวอร์ หรือการจัดการขนาดแพ็กเก็ต กิจวัตรง่าย ๆ คือ ping เราเตอร์ ต่อด้วยอินเทอร์เน็ตตอนปิดและเปิด VPN แล้วลองตำแหน่งอื่น จะบอกได้ว่าควรแก้โซนไหน ทดสอบซ้ำทุกครั้งที่เปลี่ยน และมองผลเป็นรูปแบบ ไม่ใช่ค่าที่แน่นอน

หากต้องการแพ็กเกจแบบเติมเงินไว้ลองตำแหน่งอื่นระหว่างไล่ตรวจปัญหา ดูวิธีทำงานของแพ็กเกจได้ที่หน้าราคา

คำถามที่พบบ่อย

Packet loss เท่าไรถึงถือว่าปกติเมื่อใช้ VPN

ในสภาพที่เครือข่ายดี ควรเห็น 0 เปอร์เซ็นต์เมื่อทดสอบต่อเนื่องไม่กี่นาที การสูญหายนาน ๆ ครั้งต่ำกว่าประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์มักไม่กระทบการเปิดเว็บหรือดาวน์โหลด แต่ถ้าเกิน 2 ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ การคุยวิดีโอและเล่นเกมจะเริ่มสะดุด และตัวเลขที่สูงกว่านั้นมักแปลว่ามีจุดเสียจริง เช่น Wi-Fi สายของผู้ให้บริการ หรือเส้นทางไปยังเซิร์ฟเวอร์ VPN

VPN ทำให้เกิด packet loss เองหรือไม่

โดยปกติ VPN ไม่ได้ทำให้แพ็กเก็ตหายเอง แต่เพิ่มเส้นทางที่ยาวขึ้น งานเข้ารหัส และส่วนหัวของแพ็กเก็ต ซึ่งอาจเผยจุดอ่อนที่มีอยู่แล้ว เช่น Wi-Fi สัญญาณไม่ดี เซิร์ฟเวอร์แออัด หรือค่า MTU ไม่เหมาะ จึงเห็นการสูญหายเฉพาะตอนเปิด VPN

จะรู้ได้อย่างไรว่าปัญหาอยู่ฝั่งเราหรือฝั่งเซิร์ฟเวอร์

ให้ ping สามแบบ คือไปที่เราเตอร์ ไปที่ที่อยู่สาธารณะตอนปิด VPN และไปที่ที่อยู่เดิมตอนเปิด VPN ถ้าหายตั้งแต่เราเตอร์แปลว่าเป็น Wi-Fi หรืออุปกรณ์ ถ้าหายเฉพาะตอนเปิด VPN แปลว่าอยู่ที่เส้นทางของอุโมงค์ และถ้าหายทั้งสองกรณีให้สงสัยสายอินเทอร์เน็ตของผู้ให้บริการ

ทำไม ping ไม่หายเลยแต่วิดีโอคอลยังสะดุด

การ ping สั้น ๆ สุ่มตรวจแค่ไม่กี่แพ็กเก็ตและอาจพลาดช่วงที่หายเป็นพวง นอกจากนี้อาการสะดุดอาจมาจาก jitter ซึ่งคือความหน่วงที่ไม่สม่ำเสมอ ไม่ใช่แพ็กเก็ตหาย ควรทดสอบให้นานขึ้นและดูความแปรปรวนของเวลาด้วย

เปลี่ยนตำแหน่ง VPN แล้ว packet loss จะหายไหม

บางครั้งหาย ถ้าปัญหาอยู่ที่เส้นทางไปเซิร์ฟเวอร์ตัวหนึ่ง การเปลี่ยนตำแหน่งจะพาข้อมูลไปคนละเส้นทางซึ่งอาจสะอาดกว่า แต่ถ้าปัญหาอยู่ที่ Wi-Fi หรือสายอินเทอร์เน็ตของคุณเอง การเปลี่ยนตำแหน่งก็ไม่ช่วย

เกี่ยวกับผู้เขียน

Bob Kanokphon Thongdee ผู้ก่อตั้ง XPASS VPN

Bob Kanokphon Thongdee

  • ผู้ก่อตั้ง XPASS VPN
  • ผู้ร่วมก่อตั้ง eSIMonline.asia
  • ประสบการณ์ด้านการตลาดออนไลน์มากกว่า 7 ปี
  • ผู้ก่อตั้ง Cojourney Visa และ Cojourney Travel

ต้องใช้ VPN ช่วงเดินทางหรือช่วงงานยุ่ง?

XPASS ขายแพ็กเกจแบบเติมเงินตามจำนวนวัน จ่ายครั้งเดียว ไม่มีการต่ออายุอัตโนมัติ

ดูแพ็กเกจ

อ่านต่อ

พื้นฐาน VPN

VPN ช่วยลด Ping ได้ไหม? อธิบาย Latency, Jitter และ Packet Loss

VPN เพิ่มจุดแวะระหว่างทาง ping จึงมักสูงขึ้นเล็กน้อย บทความนี้อธิบายเหตุผล กรณีที่ดีขึ้นได้ และวิธีวัดผลบนเน็ตของคุณเอง

อ่าน 9 นาที

แก้ปัญหา

VPN ช้า เกิดจากอะไร และวิธีทำให้เร็วขึ้น

เช็กลิสต์ใช้งานได้จริงเมื่อ VPN ช้า วัดความเร็วก่อน ตัดปัญหาจากเครือข่ายของคุณเอง แล้วแก้ Wi-Fi แอปเบื้องหลัง การตั้งค่าเครื่อง และอาการวิดีโอกระตุกทีละขั้น

อ่าน 7 นาที

แก้ปัญหา

วิธีทำให้การเชื่อมต่อ VPN เสถียรขึ้น

VPN ที่หลุดหรือค้างบ่อยมักตอบสนองต่อเครือข่ายหรืออุปกรณ์รอบตัว ขั้นตอนเหล่านี้ช่วยหาและแก้จุดอ่อน

อ่าน 5 นาที

แก้ปัญหา

Latency ของ VPN คืออะไร? ทำไม Ping สูงขึ้น

Latency คือความหน่วงก่อนที่ข้อมูลจะเริ่มมาถึง ดูว่ามิลลิวินาทีแต่ละส่วนมาจากไหน ทำไม VPN ทำให้เปลี่ยน jitter หมายถึงอะไร และค่า ping ระดับไหนเหมาะกับงานอะไร

อ่าน 10 นาที

แก้ปัญหา

ค่า MTU ของ VPN ทำให้เน็ตมีปัญหาได้อย่างไร

VPN ห่อแพ็กเก็ตเพิ่มอีกชั้น ถ้าเส้นทางรับขนาดที่ใหญ่ขึ้นไม่ได้ บางหน้าจะค้างทั้งที่บางหน้าปกติ มาดูวิธีสังเกตและทดสอบ

อ่าน 10 นาที