NAT Type เมื่อใช้ VPN มีผลต่อเกมอย่างไร
เมนูเกมแสดง NAT แบบ Open, Moderate หรือ Strict บทความนี้อธิบายความหมาย ผลของ VPN ต่อค่าเหล่านี้ และสิ่งที่กระทบความลื่นของเกมจริง ๆ
อ่าน 9 นาทีอัปเดตเมื่อ 15 ต.ค. 2569โดย XPASS Editorial Team

เกมออนไลน์เกือบทุกเกมมีหน้าจอตรวจเครือข่ายที่แสดงค่าที่เรียกว่า NAT Type โดยมักเป็นหนึ่งในสามคำ คือ Open, Moderate หรือ Strict ผู้เล่นหลายคนเห็นคำว่า Strict หลังเปิด VPN แล้วสรุปว่า VPN ทำให้เล่นเกมไม่ได้ ขณะที่อีกหลายคนอ่านเจอว่า Open คือสถานะที่ดีที่สุดและพยายามทำให้ได้ค่านั้น ความจริงเรียบง่ายกว่านั้นมาก NAT Type เป็นเพียงข้อมูลเล็ก ๆ ว่าอุปกรณ์ของคุณถูกผู้เล่นคนอื่นติดต่อเข้ามาได้ง่ายแค่ไหน และ VPN เปลี่ยนเส้นทางที่ข้อมูลนั้นเดินทาง
บทความนี้อธิบายเรื่อง VPN NAT Type เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย คุณจะได้รู้ว่า NAT ทำงานอย่างไร ค่าทั้งสามหมายถึงอะไร VPN เปลี่ยนภาพนี้อย่างไร ทำไมความหน่วงและความเสถียรมักสำคัญกว่าตัวป้ายค่า NAT และจะทดสอบกับตั้งค่าอย่างไรให้สมเหตุสมผล เรายังบอกด้วยว่าอะไรที่ไม่แนะนำ คือการใช้ VPN เพื่อเข้าเซิร์ฟเวอร์ของภูมิภาคอื่นหรือปรับ matchmaking ซึ่งผู้พัฒนาเกมถือว่าผิดข้อกำหนดการใช้งาน
NAT คืออะไร และทำไมเมนูเกมจึงแสดงค่านี้
เครือข่ายในบ้านโดยทั่วไปมี IP สาธารณะเพียงหมายเลขเดียวจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ซึ่งใช้ร่วมกันทั้งโทรศัพท์ โน้ตบุ๊ก และเครื่องเกมในบ้าน ภายในบ้านอุปกรณ์แต่ละเครื่องมีที่อยู่ส่วนตัว ตามช่วงที่อธิบายไว้ใน RFC 1918 เราเตอร์ทำหน้าที่คั่นกลางระหว่างสองโลกนี้ และทำสิ่งที่เรียกว่า Network Address Translation หรือ NAT เมื่อเครื่องเกมส่งแพ็กเก็ตไปหาเซิร์ฟเวอร์เกม เราเตอร์จะเปลี่ยนที่อยู่ผู้ส่งเป็น IP สาธารณะของบ้าน แล้วจดไว้ว่าใครเป็นคนขอ เพื่อส่งคำตอบกลับไปถูกเครื่อง
วิธีนี้ใช้ได้ดีมากกับทราฟฟิกที่เครื่องของเราเป็นฝ่ายเริ่ม ปัญหาเกิดกับทราฟฟิกที่คนอื่นเป็นฝ่ายเริ่ม ถ้าผู้เล่นอีกคนอยากเชื่อมต่อตรงมาหาเรา เครื่องของเขาจะส่งแพ็กเก็ตมาที่ IP สาธารณะของบ้านเรา และเราเตอร์ต้องตัดสินใจว่าจะส่งต่อให้เครื่องไหนข้างใน หากไม่มีใครข้างในเป็นคนขอ เราเตอร์หลายรุ่นจะทิ้งแพ็กเก็ตนั้น เกมที่พึ่งการเชื่อมต่อตรงระหว่างผู้เล่นจึงต้องมีทางผ่าน และ NAT Type ก็คือป้ายสรุปว่าทางผ่านนั้นยากเพียงใด
มีข้อเท็จจริงอีกสองข้อที่ช่วยให้เข้าใจส่วนที่เหลือ
- ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตจำนวนมากให้หลายบ้านใช้ IP สาธารณะร่วมกัน เรียกว่า carrier-grade NAT ช่วงที่อยู่สำหรับการใช้ร่วมกันนี้อธิบายไว้ใน RFC 6598 กรณีนี้มี NAT ซ้อนอีกชั้นที่เราแก้จากเราเตอร์ของตัวเองไม่ได้ ดูรายละเอียดได้ในบทความเรื่อง การใช้ VPN เมื่ออยู่หลัง CGNAT
- เกมสมัยใหม่ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเกมแข่งขัน ให้ผู้เล่นทุกคนต่อกับเซิร์ฟเวอร์กลางของแมตช์ ไม่ได้ต่อหากันตรง ๆ จึงเลี่ยงปัญหาแบบนี้ได้หลายอย่าง

Open, Moderate และ Strict หมายถึงอะไร
แต่ละแพลตฟอร์มใช้ถ้อยคำไม่เหมือนกันเป๊ะ แต่แนวคิดเหมือนกัน ตารางนี้เป็นแนวทางคร่าว ๆ ไม่ใช่คำนิยามทางการของแพลตฟอร์มใด
| ค่า | ความหมายโดยประมาณ | ผลที่พบบ่อยในเกม |
|---|---|---|
| Open | รับการเชื่อมต่อขาเข้าจากผู้เล่นส่วนใหญ่ได้ | จับคู่กับคนอื่นง่ายที่สุด เสียงสนทนามักไม่มีปัญหา |
| Moderate | บางการเชื่อมต่อผ่านได้ บางอย่างต้องพึ่งเซิร์ฟเวอร์ช่วย | เล่นเกมส่วนใหญ่ได้ดี บางครั้งล็อบบี้อาจรวมกลุ่มไม่สำเร็จ |
| Strict | การเชื่อมต่อขาเข้าส่วนใหญ่ถูกบล็อก | คนเข้าร่วมกับเราโดยตรงได้น้อยลง เสียงสนทนาหรือปาร์ตี้มีโอกาสหลุดมากขึ้น |
มีสามประเด็นที่คนมักมองข้าม
- ค่านี้ไม่ใช่คะแนนความเร็ว การเชื่อมต่อแบบ Strict อาจมีความหน่วงต่ำมาก และแบบ Open ก็อาจกระตุกหนัก ค่านี้บอกเรื่องการถูกติดต่อเข้ามาได้ ไม่ได้บอกว่าแพ็กเก็ตเดินทางเร็วแค่ไหน
- ค่าขึ้นกับเกมและแพลตฟอร์ม การทดสอบบนคอนโซล บนตัวเปิดเกมในพีซี และในเกมแต่ละเกม อาจให้ผลต่างกัน เพราะแต่ละที่ใช้วิธีทดสอบของตัวเอง
- หลายเกมแทบไม่ใช้ค่านี้ เกมแบบเซิร์ฟเวอร์เฉพาะส่งทุกอย่างผ่านเซิร์ฟเวอร์ ส่วนเกมแบบ peer-to-peer เกมต่อสู้บางเกม เกมปาร์ตี้ และระบบเสียงบางแบบ คือที่ที่ค่านี้มีความหมายมากที่สุด
VPN เปลี่ยนภาพของ NAT อย่างไร
เมื่อเปิด VPN อุปกรณ์จะส่งทราฟฟิกเกมเข้าอุโมงค์เข้ารหัสไปยังเซิร์ฟเวอร์ VPN แล้วเซิร์ฟเวอร์นั้นส่งต่อไปยังเกม จากมุมของเกมและผู้เล่นคนอื่น คุณกำลังอยู่ในเครือข่ายของเซิร์ฟเวอร์ VPN NAT ของเราเตอร์ที่บ้านยังอยู่ แต่ส่วนที่คนอื่นมองเห็นคือเครือข่ายของ VPN
ผลที่ตามมามีหลายข้อ
- ค่าอาจเปลี่ยนได้ทั้งสองทาง เครือข่าย VPN บางแห่งปล่อยการเชื่อมต่อขาเข้าบางแบบผ่านได้ดี ค่าจึงดีขึ้น บางแห่งอยู่หลังที่อยู่ที่ใช้ร่วมกันและกฎเข้มงวด ค่าจึงเป็น Moderate หรือ Strict คุณเดาล่วงหน้าไม่ได้ และอาจต่างกันไปตามจุดเชื่อมต่อ
- port forwarding ที่เราเตอร์ไม่ช่วยแล้ว ถ้าเคยตั้งการส่งต่อพอร์ตที่เราเตอร์ให้เครื่องเกม เมื่อ VPN พาทราฟฟิกออกไป แพ็กเก็ตจะไปถึงเครือข่ายของ VPN ไม่ใช่เราเตอร์ของคุณ ลองอ่านบทความ VPN port forwarding อธิบาย เพื่อดูว่าทำไมเรื่องนี้เป็นคนละปัญหากับที่เราเตอร์ที่บ้านแก้ได้
- ที่อยู่ถูกใช้ร่วมกัน ผู้ใช้จำนวนมากใช้เซิร์ฟเวอร์ VPN เดียวกันพร้อมกัน IP ที่เกมเห็นจึงเป็นที่อยู่ร่วม ถ้าหลายบัญชีจากที่อยู่เดียวกันทำตัวผิดปกติ ระบบความปลอดภัยของเกมอาจระวังที่อยู่นั้นเป็นพิเศษ ไม่ได้เกี่ยวกับตัวคุณ แต่อาจเห็นเป็นการตรวจสอบเพิ่มหรือการเชื่อมต่อล้มเหลวบ่อยขึ้น
- มีจุดแวะเพิ่ม ทราฟฟิกวิ่งจากอุปกรณ์ไปเซิร์ฟเวอร์ VPN ไปเซิร์ฟเวอร์เกม แล้วย้อนกลับ อุโมงค์เพิ่มงานเล็กน้อยและทางอ้อมเพิ่มระยะทาง รายละเอียดอยู่ในบทความ VPN ลด ping ได้ไหม
ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่า VPN ไม่เหมาะกับเกม แต่แปลว่าค่า NAT ที่เห็นหลังเชื่อมต่อ เป็นค่าของเครือข่ายคนละตัวกับก่อนเชื่อมต่อ
ความหน่วง เส้นทาง และความเสถียร มักสำคัญกว่า
ถ้าเกมรู้สึกแย่ NAT Type แทบไม่เคยเป็นสาเหตุทั้งหมด สาเหตุที่พบบ่อยคือ
ระยะทางและเส้นทาง สายทุกกิโลเมตรและทุกฮอปเพิ่มความหน่วง เซิร์ฟเวอร์เกมที่อยู่ไกลทำให้ ping สูง และเส้นทางที่ผู้ให้บริการเลือกก็อาจอ้อมกว่าที่คิด VPN บางครั้งทำให้เส้นทางสั้นลง ถ้าผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตของคุณมีเส้นทางไปเกมนั้นไม่ดี แต่เครือข่าย VPN มีเส้นทางที่ดีกว่า แต่บ่อยกว่านั้นมันเพิ่มจุดแวะ ทั้งสองกรณีเกิดขึ้นได้ และวิธีที่ซื่อสัตย์เพียงอย่างเดียวคือวัดผล พื้นฐานอยู่ใน ความหน่วงของ VPN อธิบาย
Jitter และ packet loss เกมส่งแพ็กเก็ตเล็ก ๆ จำนวนมาก และตอบสนองไม่ดีถ้าแพ็กเก็ตมาไม่สม่ำเสมอหรือหายไป สัญญาณรบกวนของ Wi-Fi และเครือข่ายที่แออัดช่วงเย็นทำให้เกิดอาการนี้บ่อยกว่าตัว VPN มาก ขั้นตอนวินิจฉัยอยู่ใน วิธีวินิจฉัย packet loss
โหลดของเซิร์ฟเวอร์ เซิร์ฟเวอร์ VPN ที่คนใช้หนาแน่นอาจช้าลงสำหรับทุกคน ถ้าตอนสิบโมงเช้าเล่นดี แต่สามทุ่มแย่ โหลดมีโอกาสเป็นสาเหตุมากกว่า NAT
เครือข่ายของคุณเอง โทรศัพท์ที่ดูวิดีโออยู่บน Wi-Fi เดียวกัน โน้ตบุ๊กที่ดาวน์โหลดอัปเดต หรือคอนโซลที่ได้สัญญาณไร้สายอ่อน ทำให้แมตช์พังได้ ไม่ว่าจะมี VPN หรือไม่
หลักที่ใช้ได้จริงคือ ตัดสินการเชื่อมต่อด้วยสิ่งที่วัดได้ เช่น ping, jitter, packet loss และความถี่ที่คุณหลุดจากแมตช์ แล้วใช้ค่า NAT เป็นเพียงเบาะแสหนึ่งในหลายอย่าง
วิธีตรวจ NAT Type ก่อนและหลังเปิด VPN
การทดสอบอย่างเป็นระบบบอกคุณได้มากกว่าการเดา ทำตามลำดับนี้
- ทดสอบโดยไม่มี VPN ก่อน ตัด VPN ออก เปิดการทดสอบเครือข่ายของเกมหรือคอนโซลใหม่ จดค่า NAT Type และ ping ไปยังเซิร์ฟเวอร์เกม ถ้าเกมแสดง
- ทดสอบเมื่อเปิด VPN เชื่อมต่อ VPN รอประมาณสิบวินาที แล้วทดสอบซ้ำแบบเดิม จดผลใหม่
- เปลี่ยนทีละอย่าง ลองจุดเชื่อมต่ออื่น ตั้งค่าโปรโตคอลในแอปถ้ามีตัวเลือก หรือเปลี่ยนมาใช้สาย LAN อย่าเปลี่ยนสามอย่างพร้อมกันแล้วเดาว่าอะไรได้ผล
- ทดสอบซ้ำในเวลาที่เล่นจริง ผลช่วงเย็นอาจต่างจากช่วงเช้า
- เทียบหลายแมตช์ ไม่ใช่แมตช์เดียว แมตช์เดียวที่แย่อาจเกิดจากเหตุที่ไม่เกี่ยวกับการตั้งค่าของคุณ
ถ้าค่าแย่ลงเมื่อเปิด VPN เรื่องนี้อย่างเดียวไม่ใช่เหตุผลให้เลิกใช้ ถ้าแมตช์นิ่งและเสียงสนทนาใช้ได้ ค่านั้นก็เป็นแค่ป้าย แต่ถ้าเพื่อนเข้าร่วมกับคุณไม่ได้หรือเสียงหลุด ให้ดูแนวทางแก้ปัญหาด้านล่าง
เช็กลิสต์ตั้งค่าเมื่อเล่นเกมพร้อมเปิด VPN
สำหรับคนที่อยากเปิด VPN ค้างไว้ระหว่างเล่น มักเพื่อความเป็นส่วนตัวบนเครือข่ายที่ใช้ร่วมกัน นี่คือลำดับที่ใช้ได้จริง การตั้งค่าแตกต่างตามอุปกรณ์ และขั้นตอนสำหรับเครื่องคอนโซลอยู่ในคู่มือ การใช้ VPN กับเครื่องเล่นเกม
- ใช้สาย LAN ถ้าทำได้ อีเทอร์เน็ตตัด jitter จาก Wi-Fi ที่คุณอาจโทษ VPN ไปได้เกือบทั้งหมด
- เลือกจุดเชื่อมต่อที่อยู่ใกล้ บทความ วิธีเลือกที่ตั้งเซิร์ฟเวอร์ VPN อธิบายว่าทำไมยิ่งใกล้มักยิ่งหน่วงน้อย เลือกเพื่อความเร็วและความเสถียร ไม่ใช่เพื่อให้ดูเหมือนอยู่ที่อื่น
- ใช้ค่าเริ่มต้นของแอป เว้นแต่มีเหตุผล และถ้าจะเปลี่ยน ให้เปลี่ยนทีละอย่าง
- ปิดงานที่กินแบนด์วิดท์ หยุดดาวน์โหลดและ Stream วิดีโอบนเครือข่ายเดียวกัน
- ใช้ split tunneling ถ้าแอปมีให้ คุณอาจให้เกมอยู่นอกอุโมงค์ ขณะที่แอปอื่นยังอยู่ในอุโมงค์ ซึ่งตัดจุดแวะเพิ่มของเกมออก อ่าน split tunneling คืออะไร ก่อน และจำไว้ว่าบางเกมกับตัวเปิดเกมทำงานต่างไปเมื่อส่งทราฟฟิกแยกกันเพียงบางส่วน
- อัปเดตเกม แอป และอุปกรณ์ ก่อนสรุปว่ามีอะไรเสีย
- เปิดตามลำดับ เชื่อมต่อ VPN ก่อน แล้วค่อยเปิดเกม เพื่อให้เกมเริ่มต้นด้วยการเชื่อมต่อที่จะใช้จริง

สามสถานการณ์ในชีวิตจริง
นักศึกษาในหอพัก พิมเล่นเกมบนโน้ตบุ๊กในอาคารที่ผู้พักหลายร้อยคนใช้เครือข่ายร่วมกัน ความกังวลหลักของเธอคือคนอื่นในเครือข่ายอาจเห็นว่าเธอใช้บริการอะไรบ้าง เธอเปิด VPN เพื่อความเป็นส่วนตัว เลือกจุดเชื่อมต่อที่ใกล้ และพบว่าเกมแสดง Moderate แทน Open ping สูงขึ้นเล็กน้อยแต่นิ่ง เสียงสนทนาใช้ได้ และแมตช์จบปกติ เธอจึงเปิด VPN ต่อ เพราะป้ายค่านั้นไม่ได้เปลี่ยนวิธีที่เกมเล่นจริง
เครื่องเกมของครอบครัวกับเราเตอร์ที่บ้าน คุณพ่อตั้ง port forwarding ที่เราเตอร์เพื่อให้เครื่องเกมของลูกได้ค่า Open ต่อมาเขาเปิด VPN ที่เราเตอร์ให้ทั้งบ้าน ค่าก็เปลี่ยนอีก เขางงเพราะกฎการส่งต่อพอร์ตยังอยู่ สาเหตุคือทราฟฟิกตอนนี้ออกผ่านเครือข่าย VPN ไม่ได้ออกผ่าน IP สาธารณะของเราเตอร์ เขาจึงตัดสินใจแยกเครื่องเกมออกจาก VPN โดยใช้ตัวเลือกของเราเตอร์เอง และอ่านคู่มือ ตั้งค่า VPN บนเราเตอร์ ก่อนลงมือ
นักเดินทางในโรงแรม อรุณเล่นแมตช์สบาย ๆ ช่วงเย็นบน Wi-Fi ของโรงแรม เครือข่ายนั้นคาดเดายาก มีหน้าล็อกอินและแบนด์วิดท์ใช้ร่วมกัน VPN ช่วยให้ทราฟฟิกของเขาไม่ถูกแขกคนอื่นมองเห็น แต่แมตช์กระตุกช่วงเวลาที่คนใช้เยอะ เขาขยับโน้ตบุ๊กเข้าใกล้จุดกระจายสัญญาณและเปลี่ยนไปใช้เน็ตมือถือสำหรับหนึ่งแมตช์ อาการกระตุกครั้งนี้เป็นปัญหาของเครือข่าย ไม่ใช่ปัญหา NAT
สิ่งที่ไม่ควรทำ เรื่องภูมิภาค การแบน และ matchmaking
บางเว็บไซต์แนะนำให้ใช้ VPN เพื่อเข้าภูมิภาคของเกมที่คุณไม่ได้อยู่ เพื่อหาคู่ต่อสู้ที่ง่ายกว่า เพื่อหลบการแบน หรือเพื่อปรับ matchmaking เราไม่แนะนำสิ่งเหล่านี้ ผู้พัฒนาเกมเป็นผู้กำหนดกติกาของบริการตัวเอง และการเข้าเซิร์ฟเวอร์ของภูมิภาคอื่นหรือเปลี่ยนการที่ matchmaking มองคุณผ่าน VPN มักขัดกับข้อกำหนดเหล่านั้น ผลที่อาจเกิดขึ้นได้แก่ คำเตือน การสูญเสียความคืบหน้า การระงับบัญชี และความเสี่ยงต่อของที่ซื้อไว้ VPN เป็นเครื่องมือเพื่อความเป็นส่วนตัวและเพื่อความเสถียรบนเครือข่ายที่ไม่ดี ไม่ใช่วิธีเลี่ยงกติกาของเกม
เรื่องการหลบการแบนก็เช่นเดียวกัน ถ้าบัญชีถูกจำกัด ให้ติดต่อฝ่ายสนับสนุนของผู้พัฒนาผ่านช่องทางทางการ เราไม่ได้ให้คำแนะนำทางกฎหมาย และขอย้ำเพียงว่า VPN ไม่ได้เปลี่ยนความรับผิดชอบของคุณภายใต้ข้อกำหนดของเกม
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ถือว่า Open เป็นหลักฐานว่าเน็ตเร็ว และ Strict เป็นหลักฐานว่าเน็ตช้า
- ตั้ง port forwarding ที่เราเตอร์ แล้วคาดว่ากฎนั้นจะทำงาน ทั้งที่ VPN เป็นผู้พาทราฟฟิกออกไป
- เปลี่ยนหลายค่าพร้อมกัน แล้วไม่รู้ว่าอะไรทำให้ผลเปลี่ยน
- ทดสอบครั้งเดียวตอนเช้า แล้วสรุปเรื่องแมตช์ตอนเย็น
- โทษ VPN สำหรับปัญหา Wi-Fi ที่เกิดขึ้นแม้ไม่มี VPN
- เปิด VPN ทั้งที่เราเตอร์และที่คอนโซลพร้อมกัน ทำให้มีอุโมงค์ซ้อนสองชั้น
- ใช้ VPN เพื่อลองเปลี่ยนภูมิภาค ซึ่งขัดกับข้อกำหนดของเกมและเสี่ยงต่อบัญชี
สรุป
NAT Type บอกว่าอุปกรณ์ของคุณถูกติดต่อเข้ามาจากภายนอกได้ง่ายเพียงใด และ VPN เปลี่ยนมุมมองจากภายนอกนั้น เพราะทราฟฟิกของคุณปรากฏมาจากเครือข่ายของ VPN ค่านี้อาจดีขึ้น แย่ลง หรือเท่าเดิม และไม่ใช่คะแนนความเร็ว สำหรับเกมส่วนใหญ่ ความหน่วง jitter packet loss โหลดของเซิร์ฟเวอร์ และ Wi-Fi ของคุณเอง คือสิ่งที่ตัดสินว่าแมตช์รู้สึกอย่างไร ทดสอบทั้งแบบมีและไม่มี VPN เปลี่ยนทีละอย่าง ใช้สาย LAN และจุดเชื่อมต่อที่ใกล้ และอย่าใช้ VPN เพื่อเข้าเซิร์ฟเวอร์ภูมิภาคอื่นหรือปรับ matchmaking
ถ้าคุณสนใจ VPN แบบเติมวันใช้งานสำหรับเครือข่ายที่ใช้ร่วมกันหรือการเดินทาง ลองดูหน้าราคาได้ตามสะดวก
คำถามที่พบบ่อย
VPN เปลี่ยน NAT Type ของเราได้ไหม
ได้ เพราะเมื่อเปิด VPN อุปกรณ์เล่นเกมจะออกอินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่ายของ VPN แทนที่จะออกจากเราเตอร์ที่บ้านโดยตรง ค่า NAT ที่เกมแสดงจึงอาจดีขึ้น เท่าเดิม หรือแย่ลง ขึ้นอยู่กับว่าเครือข่ายของ VPN จัดการการเชื่อมต่อขาเข้าอย่างไร
NAT แบบ Strict แย่สำหรับการเล่นเกมเสมอหรือเปล่า
ไม่เสมอไป Strict ส่งผลหลัก ๆ ต่อการเชื่อมต่อตรงกับผู้เล่นคนอื่น ทำให้บางล็อบบี้หรือเสียงสนทนาเข้าร่วมยากขึ้น เกมจำนวนมากยังเล่นได้ปกติ โดยเฉพาะเกมที่ผู้เล่นทุกคนเชื่อมต่อผ่านเซิร์ฟเวอร์กลาง
ถ้าใช้ VPN ต้องเปิด port forwarding ที่เราเตอร์ไหม
โดยทั่วไปไม่ต้อง เพราะ port forwarding ที่เราเตอร์ใช้กับการเชื่อมต่อที่ออกจากบ้านโดยตรง แต่เมื่อ VPN ทำงาน ทราฟฟิกจะออกผ่าน VPN แทน ควรมองสองอย่างนี้เป็นเครื่องมือคนละชนิดและทดสอบทีละอย่าง
ใช้ VPN เพื่อเข้าเซิร์ฟเวอร์เกมของภูมิภาคอื่นได้ไหม
ไม่ควรทำ การเข้าเซิร์ฟเวอร์หรือกลุ่ม matchmaking ของภูมิภาคอื่นผ่าน VPN มักขัดกับข้อกำหนดของเกม และอาจทำให้บัญชีถูกลงโทษ บทความนี้พูดถึงคุณภาพการเชื่อมต่อและความเป็นส่วนตัว ไม่ใช่การเปลี่ยนภูมิภาค
ทำไม NAT Type เปลี่ยนตอนที่เปิด VPN
ค่านี้บอกว่าการเชื่อมต่อของเราดูเป็นอย่างไรจากโลกภายนอก เมื่อมี VPN มุมมองจากภายนอกเปลี่ยนไป ผลทดสอบในเกมจึงเปลี่ยนตาม แต่ค่าที่ต่างไปไม่ได้แปลว่าเร็วขึ้นหรือช้าลงเสมอไป
แหล่งอ้างอิง
เกี่ยวกับผู้เขียน

Bob Kanokphon Thongdee
- ผู้ก่อตั้ง XPASS VPN
- ผู้ร่วมก่อตั้ง eSIMonline.asia
- ประสบการณ์ด้านการตลาดออนไลน์มากกว่า 7 ปี
- ผู้ก่อตั้ง Cojourney Visa และ Cojourney Travel
ต้องใช้ VPN ช่วงเดินทางหรือช่วงงานยุ่ง?
XPASS ขายแพ็กเกจแบบเติมเงินตามจำนวนวัน จ่ายครั้งเดียว ไม่มีการต่ออายุอัตโนมัติ
ดูแพ็กเกจอ่านต่อ

ความปลอดภัยของ VPN
Port Forwarding กับ VPN คืออะไร ใช้ทำอะไร และเสี่ยงอย่างไร
Port Forwarding ให้การเชื่อมต่อจากภายนอกเข้าถึงอุปกรณ์ในเครือข่ายส่วนตัวได้ บทความนี้อธิบายการทำงานทั้งแบบมีและไม่มี VPN การใช้งาน และความเสี่ยงของพอร์ตที่เปิดไว้
อ่าน 9 นาที

คู่มือตามอุปกรณ์
ใช้ VPN เมื่ออินเทอร์เน็ตติด CGNAT ทำอย่างไร
CGNAT คือการที่ผู้ให้บริการใช้ IP สาธารณะตัวเดียวร่วมกันหลายบ้าน มาดูว่าทำไมแอป VPN ยังใช้ได้ อะไรที่ใช้ไม่ได้ และมีทางออกอะไรบ้าง
อ่าน 10 นาที

พื้นฐาน VPN
VPN ช่วยลด Ping ได้ไหม? อธิบาย Latency, Jitter และ Packet Loss
VPN เพิ่มจุดแวะระหว่างทาง ping จึงมักสูงขึ้นเล็กน้อย บทความนี้อธิบายเหตุผล กรณีที่ดีขึ้นได้ และวิธีวัดผลบนเน็ตของคุณเอง
อ่าน 9 นาที

แก้ปัญหา
Latency ของ VPN คืออะไร? ทำไม Ping สูงขึ้น
Latency คือความหน่วงก่อนที่ข้อมูลจะเริ่มมาถึง ดูว่ามิลลิวินาทีแต่ละส่วนมาจากไหน ทำไม VPN ทำให้เปลี่ยน jitter หมายถึงอะไร และค่า ping ระดับไหนเหมาะกับงานอะไร
อ่าน 10 นาที

คู่มือตามอุปกรณ์
วิธีใช้ VPN กับ PS5, Xbox และเครื่องเล่นเกมอื่น
คอนโซลเกมแทบไม่เปิดให้ติดตั้งแอป VPN คู่มือนี้อธิบายวิธีผ่านเราเตอร์และการแชร์การเชื่อมต่อ สิ่งที่ควรคาดหวังเรื่อง NAT type และปิง รวมถึงข้อจำกัด
อ่าน 7 นาที