ข้ามไปยังเนื้อหา

VPN ฟรีบนเบราว์เซอร์กับแอปต่างกันอย่างไร

VPN ฟรีบนเบราว์เซอร์เป็นคนละเรื่องกับแอป VPN ทั้งขอบเขตการป้องกันและสิ่งที่คุณต้องไว้ใจ บทความนี้เทียบทีละงานและสอนตรวจส่วนขยายฟรีด้วยตัวเอง

อ่าน 9 นาทีอัปเดตเมื่อ 15 ต.ค. 2569โดย XPASS Editorial Team

VPN ฟรีบนเบราว์เซอร์กับแอปต่างกันอย่างไร

หลายคนเริ่มค้นหา VPN ฟรีบนเบราว์เซอร์ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ที่สมเหตุสมผล คือกำลังจะใช้ Wi-Fi ร้านกาแฟ ไม่อยากติดตั้งโปรแกรมใหญ่ และปุ่มเล็ก ๆ บนเบราว์เซอร์ที่กดครั้งเดียวดูสะดวกกว่า แต่พอเห็นว่ามีแอป VPN ที่ทำหน้าที่คล้ายกันอีกแบบ ก็เริ่มสงสัยว่าสองอย่างนี้ใช่ของเดียวกันหรือไม่ คำตอบคือไม่ใช่ และความต่างนี้สำคัญกับ VPN ฟรีมากกว่าแบบอื่นด้วยซ้ำ

บทความนี้เปรียบเทียบ VPN ฟรีบนเบราว์เซอร์กับแอป VPN ในเรื่องที่กระทบการใช้งานจริง ได้แก่ แต่ละแบบครอบคลุมอะไร แต่ละแบบขอให้คุณไว้ใจอะไร และคุณตรวจส่วนขยายฟรีด้วยตัวเองได้อย่างไรก่อนกดติดตั้ง ถ้าต้องการอ่านการเปรียบเทียบส่วนขยายกับแอปแบบทั่วไปที่ไม่เน้นของฟรี ให้ดู ส่วนขยาย VPN บนเบราว์เซอร์เทียบกับแอป VPN และถ้าสงสัยว่า VPN ฟรีปลอดภัยหรือไม่ในภาพรวม เริ่มที่ VPN ฟรีปลอดภัยไหม ส่วนบทความนี้โฟกัสเพียงคำถามเดียว คือเมื่อเวอร์ชันบนเบราว์เซอร์ไม่ต้องจ่ายเงิน มันเทียบกับแอปได้แค่ไหนจริง ๆ

คำว่า "VPN บนเบราว์เซอร์" หมายถึงอะไรกันแน่

คำนี้รวมของสามอย่างที่ต่างกันมาก และบทความเปรียบเทียบหลายแห่งมักเล่นรวมกันจนสับสน

  • ส่วนขยายแบบพร็อกซี คุณติดตั้งส่วนเสริมจากร้านของเบราว์เซอร์ เมื่อเปิดใช้ มันจะสั่งให้เบราว์เซอร์ส่งคำขอเว็บไปยังเซิร์ฟเวอร์ปลายทาง มีผลเฉพาะเบราว์เซอร์ตัวนั้น ในทางเทคนิคคือพร็อกซีที่ตั้งชื่อให้ฟังดูเป็นมิตร และการเชื่อมต่อระหว่างเบราว์เซอร์กับเซิร์ฟเวอร์อาจเข้ารหัสหรือไม่เข้ารหัสแบบเดียวกับอุโมงค์ VPN ก็ได้
  • ฟีเจอร์ที่มาพร้อมเบราว์เซอร์ เบราว์เซอร์บางตัวมีระบบพร็อกซีหรือรีเลย์ความเป็นส่วนตัวอยู่ในหน้าตั้งค่าของตัวเอง ไม่ต้องดาวน์โหลดเพิ่ม แต่ควบคุมโดยผู้ผลิตเบราว์เซอร์ และมักครอบคลุมเฉพาะทราฟฟิกของเบราว์เซอร์นั้น
  • เว็บไซต์ที่เปิดเว็บอื่นให้ บางครั้งเรียกว่าเว็บพร็อกซี ให้คุณพิมพ์ที่อยู่ลงในช่อง ตัวเว็บเห็นทุกอย่างในหน้าเหล่านั้น ทำให้หลายเว็บใช้งานไม่ได้ และเป็นแบบที่อ่อนที่สุดสำหรับเรื่องส่วนตัว

ส่วน แอป VPN ติดตั้งอะแดปเตอร์เครือข่ายเสมือนหรือใช้ส่วน VPN ของระบบปฏิบัติการ แล้วส่งทราฟฟิกจากหลายแอปหรือทุกแอปผ่านอุโมงค์ที่เข้ารหัส นี่คือนิยามที่คำอธิบายทั่วไป เช่นหน้า VPN ของ Cloudflare ใช้ และเป็นจุดอ้างอิงของบทความนี้

ดังนั้นการเปรียบเทียบที่ตรงที่สุดไม่ใช่ "เวอร์ชันเบราว์เซอร์กับเวอร์ชันแอปของผลิตภัณฑ์เดียวกัน" แต่คือ "ส่วนเสริมที่ส่งต่อทราฟฟิกของโปรแกรมเดียว" เทียบกับ "อุโมงค์ระดับอุปกรณ์"

ทดสอบขอบเขต: งานแบบไหนได้รับการป้องกันบ้าง

วิธีเทียบที่เร็วที่สุดคือไล่ดูงานจริงทีละอย่าง ตารางนี้สมมติว่าเป็นส่วนขยายพร็อกซีทั่วไปที่เปิดใช้งานและทำงานปกติ

สิ่งที่คุณกำลังทำ ส่วนขยายฟรีบนเบราว์เซอร์ แอป VPN
อ่านข่าวหรือค้นหาในเบราว์เซอร์ตัวนั้น ครอบคลุม ครอบคลุม
ใช้เบราว์เซอร์อีกตัวบนโน้ตบุ๊กเครื่องเดียวกัน ไม่ครอบคลุม ครอบคลุม
โปรแกรมอีเมลบนเดสก์ท็อป ไม่ครอบคลุม ครอบคลุม
แอปแชต วิดีโอคอล หรือซิงก์คลาวด์บนเดสก์ท็อป ไม่ครอบคลุม ครอบคลุม
แอปบนมือถือ เช่น แผนที่ สั่งอาหาร ธนาคาร ไม่ครอบคลุม ยกเว้นเปิดผ่านเบราว์เซอร์ ครอบคลุม
อัปเดตระบบและบริการเบื้องหลัง ไม่ครอบคลุม ครอบคลุม
ตัวเปิดเกมหรือโปรแกรมดาวน์โหลด ไม่ครอบคลุม ครอบคลุม
การคุยผ่าน WebRTC ในเบราว์เซอร์ ขึ้นกับส่วนขยาย ขึ้นกับแอปและการตั้งค่าป้องกัน leak
ลิงก์ที่แอปอื่นเปิดให้ในเบราว์เซอร์ มักเป็นเบราว์เซอร์หลักของระบบ จึงไม่ครอบคลุม ครอบคลุม

สิ่งที่คนมักประหลาดใจคือแถวสุดท้าย คุณเปิดส่วนขยายไว้ แล้วกดลิงก์ในแอปแชต ลิงก์นั้นไปเปิดในเบราว์เซอร์เริ่มต้นของระบบ ซึ่งอาจไม่ได้ติดตั้งส่วนขยายไว้ คุณเชื่อว่าได้รับการป้องกัน แต่แท็บนั้นไม่ได้อยู่ในการป้องกัน

บนมือถือ ส่วนขยายสำหรับเบราว์เซอร์แทบไม่มี หรือมีเฉพาะบางเบราว์เซอร์ คำว่า "VPN ฟรีบนเบราว์เซอร์ในมือถือ" จึงมักกลายเป็นแอปในที่สุด และคำถามจริงก็เปลี่ยนเป็นว่าจะไว้ใจแอปนั้นแค่ไหน

ปัญหาเรื่องสิทธิ์ที่คุณยอมรับเมื่อใช้ส่วนขยายฟรี

ส่วนขยายทำงานได้เพราะเบราว์เซอร์ให้สิทธิ์ ส่วนขยายพร็อกซีโดยทั่วไปต้องการสิทธิ์อย่างน้อยหนึ่งในสองข้อนี้

  1. สิทธิ์ควบคุมการตั้งค่าพร็อกซี ทำให้ส่งคำขอของคุณไปที่อื่นได้
  2. สิทธิ์อ่านและแก้ไขข้อมูลบนเว็บไซต์ มักแสดงว่าเข้าถึง "ทุกเว็บไซต์" ทำให้ส่วนเสริมเห็นหน้าที่คุณโหลดและฝังโค้ดลงไปได้

ข้อที่สองคือข้อที่ต้องเข้าใจให้ดี ส่วนขยายที่ทำอย่างตรงไปตรงมาอาจใช้สิทธิ์นี้เพียงตรวจจับข้อผิดพลาดของเครือข่ายหรือแสดงแบนเนอร์ แต่ส่วนขยายที่ประมาทหรือไม่สุจริตใช้สิทธิ์เดียวกันอ่านสิ่งที่คุณพิมพ์ในฟอร์มล็อกอิน เปลี่ยนลิงก์ในหน้า แทรกโฆษณา หรือบันทึกประวัติการเข้าเว็บได้ HTTPS ปกป้องการเชื่อมต่อระหว่างคุณกับเว็บไซต์ ตามที่หน้าอธิบาย HTTPS ของ Cloudflare ระบุไว้ แต่ส่วนขยายทำงานอยู่ภายในเบราว์เซอร์ หลังจากการเข้ารหัสนั้นถูกถอดออกแล้ว มันเห็นหน้าเว็บเหมือนที่คุณเห็น

เมื่อเทียบกับแอป แอป VPN เห็นได้ว่าอุปกรณ์ของคุณติดต่อกับที่อยู่ IP ใดบ้าง และผู้ให้บริการปลายทางก็เห็นข้อมูลส่วนหนึ่งคล้ายกัน นั่นเป็นการตัดสินใจเรื่องความไว้ใจที่จริงจังเช่นกัน แต่อุโมงค์ที่สร้างอย่างถูกต้องโดยปกติไม่มีความสามารถเขียนทับหน้าเว็บภายในเบราว์เซอร์ของคุณ พื้นที่ที่ต้องไว้ใจจึงต่างกัน ไม่ได้แปลว่าเล็กกว่าเสมอไป สำหรับส่วนขยายฟรี ส่วนผสมของ "ฟรี" "เข้าถึงทุกเว็บไซต์" และ "อัปเดตอัตโนมัติแบบเงียบ ๆ" คือส่วนผสมที่ต้องระวัง

การอัปเดตเปลี่ยนสิ่งที่คุณติดตั้งไว้

เบราว์เซอร์อัปเดตส่วนขยายเบื้องหลังโดยอัตโนมัติ ส่วนเสริมที่คุณตรวจดูวันจันทร์อาจเป็นเวอร์ชันอื่นแล้วในวันศุกร์ บางส่วนขยายถูกขายต่อให้เจ้าของใหม่ที่ปล่อยอัปเดตพร้อมพฤติกรรมใหม่ นี่ไม่ใช่เรื่องสมมติ แต่เป็นช่องทางที่รู้กันว่าเครื่องมือธรรมดากลายเป็นตัวเก็บข้อมูลได้ ผลิตภัณฑ์ฟรีที่ไม่มีรายได้ชัดเจนเสี่ยงต่อการถูกขายแบบนี้เป็นพิเศษ

VPN ฟรีบนเบราว์เซอร์หาเงินมาจากไหน

ส่วนขยายฟรียังต้องมีเซิร์ฟเวอร์ แบนด์วิดท์ และนักพัฒนา รูปแบบรายได้ที่พบบ่อยมีดังนี้

  • แพ็กเกจฟรีที่มีข้อจำกัดชัดเจน เพื่อขายแพ็กเกจเสียเงิน
  • โฆษณา ซึ่งอาจหมายถึงโฆษณาที่ถูกแทรกหรือการติดตามที่เกี่ยวกับโฆษณา
  • ขายหรือแบ่งปันข้อมูลการท่องเว็บแบบรวม
  • ใช้การเชื่อมต่อของคุณเป็นทางผ่านให้ทราฟฟิกของคนอื่น
  • ธุรกิจเสริม เช่น พันธมิตรการตลาดหรือระบบวิเคราะห์ข้อมูล

แบบแรกคือแบบที่ตรงไปตรงมา และมักสังเกตได้เพราะข้อจำกัดเขียนไว้เป็นภาษาธรรมดา แบบอื่นต้องอ่านนโยบายความเป็นส่วนตัวและสิทธิ์ที่ขออย่างละเอียด เรื่องเศรษฐศาสตร์ของ VPN ฟรีเทียบกับแบบเสียเงินในภาพกว้างอยู่ใน VPN ฟรีกับ VPN เสียเงินต่างกันอย่างไร ดังนั้นตรงนี้ขอสรุปเพียงว่า ยิ่งส่วนขยายฟรีล้วงลึกเข้าไปในหน้าเว็บของคุณมากเท่าไร ยิ่งต้องรู้โมเดลรายได้ของมันให้ชัดเท่านั้น

ตรวจ VPN ฟรีบนเบราว์เซอร์เองใน 10 นาที

ก่อนติดตั้ง หรือถ้าติดตั้งไปแล้ว ให้ไล่รายการนี้ ไม่ต้องมีทักษะเทคนิค

  1. เปิดหน้าร้านค้าและหาตัวผู้พัฒนา บริษัทที่มีชื่อ มีเว็บไซต์ที่เปิดได้จริง และมีช่องทางติดต่อ ดีกว่านักพัฒนาที่ไม่มีข้อมูลอะไรเลย ลองค้นชื่อผู้พัฒนาจากแหล่งอื่นด้วย
  2. อ่านสิทธิ์ที่ขอ มองหา "อ่านและเปลี่ยนแปลงข้อมูลทั้งหมดของคุณบนทุกเว็บไซต์" แล้วถามตัวเองว่าพร็อกซีแบบกดครั้งเดียวต้องใช้สิทธิ์นี้จริงหรือไม่ ถ้าหน้านั้นขอสิทธิ์ที่ไม่เกี่ยวข้องหลายอย่าง เช่น คลิปบอร์ดหรือประวัติการเข้าเว็บ ให้ถือเป็นสัญญาณเตือน
  3. ดูประวัติการอัปเดต การออกเวอร์ชันสม่ำเสมอและล่าสุดเป็นสัญญาณดี การเปลี่ยนเจ้าของกะทันหัน การเงียบไปนานแล้วออกอัปเดตใหญ่ หรือบันทึกการเปลี่ยนแปลงที่ไม่บอกอะไรเลย ล้วนน่าสังเกต
  4. อ่านรีวิวล่าสุด ไม่ใช่แค่คะแนนเฉลี่ย เรียงตามใหม่สุด แล้วมองหาคำอย่าง "โฆษณาโผล่ขึ้นมา" "ช้า" "ถูกเปลี่ยนเส้นทาง" หรือ "ให้ล็อกอินใหม่"
  5. อ่านนโยบายความเป็นส่วนตัว ควรบอกว่าเก็บอะไร เก็บนานแค่ไหน และแบ่งปันกับใครหรือไม่ นโยบายที่เป็นข้อความการตลาดสั้น ๆ ย่อหน้าเดียวเป็นสัญญาณที่ไม่ดี
  6. ตั้งสิทธิ์เข้าถึงเว็บไซต์เป็น "เมื่อคลิก" ถ้าเบราว์เซอร์ให้ทำได้ เบราว์เซอร์รุ่นใหม่ส่วนใหญ่ให้ส่วนขยายทำงานเฉพาะเมื่อคุณคลิก ซึ่งลดขอบเขตการเข้าถึงลง
  7. ใช้โปรไฟล์เบราว์เซอร์แยก ติดตั้งส่วนขยายในโปรไฟล์นั้นเท่านั้น และใช้โปรไฟล์นั้นกับการท่องเว็บทั่วไป ไม่ล็อกอินธนาคาร อีเมลที่ทำงาน หรือบัญชีหลักในโปรไฟล์นั้น
  8. ทดสอบ leak เข้าเว็บตรวจ leak ขณะเปิดส่วนขยาย แล้วเทียบ IP และผล DNS ที่แสดงกับที่คาดไว้ บทความเรื่อง WebRTC leak อธิบายว่าทำไมเบราว์เซอร์ถึงเผยที่อยู่ได้แม้พร็อกซีกำลังทำงาน
  9. ปิดเมื่อไม่ต้องใช้ ส่วนขยายที่เปิดทั้งวันก็เห็นทั้งวัน
  10. ลบทิ้งถ้ามันทำตัวแปลก ๆ แท็บใหม่ที่เปลี่ยนไป เครื่องมือค้นหาที่ถูกเปลี่ยน หรือป๊อปอัปที่ไม่คาดคิด หมายความว่าถึงเวลาถอนการติดตั้งและทบทวนส่วนขยายอื่นด้วย

ถ้าส่วนขยายฟรีผ่านครบทั้งสิบข้อ อย่างน้อยก็คุ้มที่จะลองใช้อย่างระวังในงานที่เดิมพันต่ำ แต่ถ้าสามข้อแรกยังไม่ผ่าน ไม่ต้องไปต่อ

เมื่อไรแอป VPN เหมาะกว่าอย่างชัดเจน

ควรเลือกแอป ไม่ว่าฟรีหรือเสียเงิน เมื่อเข้าข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้

  • คุณใช้อย่างอื่นนอกจากเบราว์เซอร์บน Wi-Fi สาธารณะ เช่น แอปอีเมล แอปแชต หรือซิงก์ไฟล์บนคลาวด์
  • คุณทำงานกับเอกสาร ไฟล์ลูกค้า หรือเครื่องมือของบริษัทที่ไม่ควรวิ่งผ่านเครือข่ายเปิดโดยไม่มีการป้องกัน
  • คุณต้องการ kill switch หรือการควบคุมระดับแอป ซึ่งส่วนขยายบนเบราว์เซอร์โดยทั่วไปทำไม่ได้ เพราะบล็อกทราฟฟิกนอกเบราว์เซอร์ไม่ได้
  • คุณใช้หลายอุปกรณ์และอยากได้การตั้งค่าที่สม่ำเสมอ
  • คุณอยากเลือกว่าโปรแกรมไหนใช้อุโมงค์ แอปจำนวนมากมี split tunneling ที่ให้บางแอปข้าม VPN ในขณะที่แอปที่เหลืออยู่ในอุโมงค์ ส่วนขยายให้แค่สวิตช์เปิดหรือปิดของเบราว์เซอร์ตัวเดียว

ถ้าตัดสินใจใช้แอป หน้าดาวน์โหลดมีแอป VPNclient ที่ใช้กับพาส XPASS ซึ่งใช้ได้บน iPhone และ iPad, Android, Windows และ macOS นี่เป็นเพียงตัวอย่างว่าการตั้งค่าระดับอุปกรณ์หน้าตาเป็นอย่างไร หลักการด้านบนใช้กับแอปทุกตัวที่คุณกำลังพิจารณา

เมื่อไรส่วนขยายฟรีบนเบราว์เซอร์ก็พอรับได้

มีบางจังหวะที่ส่วนขยายเป็นเครื่องมือเล็ก ๆ ที่พอสมเหตุสมผล

  • คุณเปิดดูเว็บไซต์เดียวบนเครือข่ายที่ไม่ไว้ใจ และจะไม่ล็อกอินเข้าอะไรที่สำคัญ
  • คุณอยากดูว่าหน้าเว็บหน้าตาเป็นอย่างไรเมื่อมองจากอีกเครือข่ายหนึ่งแบบเร็ว ๆ และไม่มีความเสี่ยง
  • คุณกำลังทดลองดูว่าเครื่องมือแนว VPN ทำงานอย่างไรในโปรไฟล์เบราว์เซอร์ที่สร้างไว้ทิ้ง

แม้กระนั้น ส่วนขยายก็เป็นความสะดวก ไม่ใช่ชั้นความปลอดภัยที่พึ่งพาได้กับงานอ่อนไหว จัดให้อยู่ในหมวด "เสี่ยงน้อย ได้น้อย"

สามสถานการณ์ตัวอย่าง

นักศึกษาในร้านกาแฟใกล้มหาวิทยาลัย ลลิลอ่านบทความและดูวิดีโอเลกเชอร์ในเบราว์เซอร์ และใช้แอปแชตคุยกับเพื่อน ส่วนขยายจะครอบคลุมเฉพาะเบราว์เซอร์ แอปแชตของเธอยังใช้เครือข่ายธรรมดา เธอจึงติดตั้งแอประดับอุปกรณ์แทนและเปิดไว้ระหว่างอ่านหนังสือ บางครั้งพอร์ทัลของมหาวิทยาลัยขอยืนยันตัวตนเพิ่ม เธอจึงปิด VPN ชั่วคราวและใช้ฮอตสปอตจากมือถือสำหรับการล็อกอินครั้งนั้น

นักเดินทางกับโน้ตบุ๊ก ธนากรอยากให้ Wi-Fi โรงแรมเห็นสิ่งที่เขาทำน้อยลง เขาไม่อยากติดตั้งอะไรเพิ่มและเจอส่วนขยายฟรีตัวหนึ่ง จึงลองตรวจ 10 นาที พบว่าผู้พัฒนาไม่มีเว็บไซต์ และส่วนขยายขอเข้าถึงทุกเว็บไซต์ เขาตัดสินใจไม่ใช้ ทำธุรกรรมธนาคารผ่านฮอตสปอตมือถือ และซื้อพาสสั้น ๆ สำหรับช่วงที่เดินทาง

ฟรีแลนซ์ที่นั่งโต๊ะร่วม พิมพ์ใจทำงานในออฟฟิศร่วมที่เราเตอร์ไม่ได้เป็นของเธอ เครื่องมือของเธอมีทั้งเว็บแอปและโปรแกรมบนเดสก์ท็อป เธอไม่อยากฝากการล็อกอินของลูกค้าไว้กับส่วนเสริมฟรี จึงเปิดแอป VPN เต็มรูปแบบตลอดเวลาทำงาน และแยกโปรไฟล์เบราว์เซอร์อีกอันสำหรับท่องเว็บส่วนตัวโดยไม่ติดตั้งส่วนขยายใด ๆ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เข้าใจว่าคำว่า VPN ในชื่อส่วนเสริมหมายถึงอุโมงค์ที่ครอบคลุมทั้งเครื่อง
  • ให้ส่วนขยายฟรีเข้าถึงทุกเว็บไซต์แล้วไม่เคยกลับมาตรวจอีก
  • เปิดส่วนขยายค้างไว้ตอนล็อกอินธนาคารหรือบัญชีที่ทำงาน
  • เชื่อคะแนนในร้านค้าโดยไม่อ่านรีวิวล่าสุดหรือข้อมูลผู้พัฒนา
  • ลืมว่าลิงก์ที่เปิดจากแอปอื่นอาจไปเปิดในเบราว์เซอร์ที่ไม่มีส่วนขยาย
  • ติดตั้ง VPN บนเบราว์เซอร์หลายตัวพร้อมกัน ซึ่งอาจตีกันและทำให้ไม่รู้ว่าตัวไหนกำลังทำงานอยู่

สรุป

VPN ฟรีบนเบราว์เซอร์โดยทั่วไปคือส่วนเสริมแบบพร็อกซีที่ป้องกันเบราว์เซอร์ตัวเดียว และขอสิทธิ์กว้างเพื่อให้ทำงานได้ ส่วนแอป VPN สร้างอุโมงค์ระดับอุปกรณ์ จึงครอบคลุมสิ่งที่คุณทำได้มากกว่า และให้คุณไว้ใจคนละส่วนของระบบ สำหรับการเปิดดูเว็บเร็ว ๆ ที่เดิมพันต่ำ ส่วนขยายที่ตรวจสอบมาแล้วก็เป็นเครื่องมือเล็ก ๆ ที่พอใช้ได้ แต่ถ้าเกี่ยวกับบัญชี ไฟล์งาน หรือหลายแอปบน Wi-Fi สาธารณะ แอปเหมาะกว่า ไม่ว่าจะฟรีหรือเสียเงิน

ถ้าพาสระยะสั้นสำหรับแอป VPN เต็มรูปแบบเหมาะกับคุณมากกว่าส่วนเสริมฟรี ลองดูหน้าราคาตามสบายได้เลย

คำถามที่พบบ่อย

VPN ฟรีบนเบราว์เซอร์กับแอป VPN ฟรี เป็นของอย่างเดียวกันไหม

ไม่ใช่ VPN บนเบราว์เซอร์มักเป็นส่วนขยายที่ส่งเฉพาะข้อมูลของเบราว์เซอร์ตัวนั้นไปผ่านเซิร์ฟเวอร์ปลายทาง และต้องขอสิทธิ์อ่านหน้าเว็บที่คุณเปิด ส่วนแอปสร้างอุโมงค์ในระดับอุปกรณ์ แอปแชต แอปอีเมล และบริการของระบบจึงใช้ร่วมได้ด้วย

สิทธิ์ไหนของส่วนขยาย VPN ฟรีที่ควรระวังที่สุด

สิทธิ์เข้าถึงข้อมูลบนทุกเว็บไซต์ ส่วนขยายหลายตัวต้องใช้สิทธิ์นี้จึงทำงานได้ แต่ก็แปลว่าโค้ดของผู้พัฒนาอ่านและแก้หน้าเว็บที่คุณเปิดได้ รวมถึงหน้าล็อกอิน ดังนั้นตัวตนของผู้พัฒนาและประวัติการอัปเดตจึงสำคัญมาก

ใช้ VPN ฟรีบนเบราว์เซอร์เฉพาะแท็บเสี่ยง ๆ ได้ไหม

ลดความเสี่ยงได้โดยตั้งให้ส่วนขยายทำงานเมื่อคลิกเท่านั้น แยกโปรไฟล์เบราว์เซอร์ต่างหาก และไม่ล็อกอินธนาคารหรืออีเมลหลักในโปรไฟล์นั้น แต่ก็ยังครอบคลุมเฉพาะเบราว์เซอร์ ไม่รวมแอปอื่น

VPN บนเบราว์เซอร์ป้องกัน WebRTC leak และ DNS leak ให้เองหรือเปล่า

ไม่แน่เสมอไป บางส่วนขยายจัดการ WebRTC แต่บางตัวไม่จัดการ และพฤติกรรม DNS ขึ้นอยู่กับวิธีตั้งค่าพร็อกซีของส่วนขยายนั้น ควรทดสอบด้วยเว็บตรวจ leak แทนที่จะเดาเอาเอง

เมื่อไรที่แอป VPN เต็มรูปแบบเหมาะกว่าอย่างชัดเจน

เมื่อคุณใช้อย่างอื่นนอกเหนือจากเบราว์เซอร์บน Wi-Fi สาธารณะ เช่น แอปอีเมล แชต ซิงก์คลาวด์ หรือเครื่องมือทำงาน หรือเมื่อต้องการการป้องกันที่ตรวจสอบและควบคุมได้ในระดับอุปกรณ์

เกี่ยวกับผู้เขียน

Bob Kanokphon Thongdee ผู้ก่อตั้ง XPASS VPN

Bob Kanokphon Thongdee

  • ผู้ก่อตั้ง XPASS VPN
  • ผู้ร่วมก่อตั้ง eSIMonline.asia
  • ประสบการณ์ด้านการตลาดออนไลน์มากกว่า 7 ปี
  • ผู้ก่อตั้ง Cojourney Visa และ Cojourney Travel

ต้องใช้ VPN ช่วงเดินทางหรือช่วงงานยุ่ง?

XPASS ขายแพ็กเกจแบบเติมเงินตามจำนวนวัน จ่ายครั้งเดียว ไม่มีการต่ออายุอัตโนมัติ

ดูแพ็กเกจ

อ่านต่อ

ความปลอดภัยของ VPN

VPN แบบส่วนขยายเบราว์เซอร์กับแอป VPN ต่างกันอย่างไร

ส่วนขยาย VPN ในเบราว์เซอร์กับแอป VPN ฟังดูคล้ายกันแต่ปกป้องทราฟฟิกไม่เท่ากัน บทความนี้เทียบขอบเขต การรั่ว สิทธิ์ และความเร็ว เพื่อช่วยเลือกให้เหมาะกับคุณ

อ่าน 9 นาที

คู่มือการเลือกซื้อ

VPN ฟรีปลอดภัยไหม? สัญญาณอันตรายที่ควรเช็ก

VPN ฟรีก็ยังต้องจ่ายค่าเซิร์ฟเวอร์ ลองถามว่าใครเป็นคนจ่าย นี่คือสัญญาณอันตรายด้านนโยบายความเป็นส่วนตัว คำว่า no-logs และไฟล์ APK บน Android ที่ควรเช็กก่อนติดตั้ง

อ่าน 9 นาที

คู่มือการเลือกซื้อ

VPN ฟรีกับแบบเสียเงิน ต่างกันอย่างไร

VPN ฟรีกับแบบเสียเงินอาจดูเหมือนกันในแอปสโตร์ บทความนี้อธิบายว่าแต่ละแบบหารายได้อย่างไร ควรตรวจอะไร และทำอย่างไรเมื่อคุณต้องใช้ VPN แค่ช่วงสั้น ๆ

อ่าน 10 นาที

ความปลอดภัยของ VPN

WebRTC Leak คืออะไร

WebRTC ช่วยให้เบราว์เซอร์โทรและวิดีโอคอลได้ แต่ก็อาจเปิดเผยที่อยู่ IP ที่ VPN ควรปกปิด บทความนี้อธิบายว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรและควรทำอะไร

อ่าน 9 นาที

ความปลอดภัยของ VPN

Split Tunneling คืออะไร

Split tunneling ให้คุณเลือกว่าแอปหรือเว็บไหนผ่าน VPN และอันไหนออกอินเทอร์เน็ตโดยตรง ยืดหยุ่น แต่ก็เปลี่ยนสิ่งที่ได้รับการป้องกันด้วย

อ่าน 9 นาที